สังเกตให้ดี "เปลวไฟเตาแก๊ส" สีไหนอันตราย? สัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม

สังเกตให้ดี "เปลวไฟเตาแก๊ส" สีไหนอันตราย? สัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม

สังเกตให้ดี "เปลวไฟเตาแก๊ส" สีไหนอันตราย? สัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

สังเกตให้ดี "เปลวไฟเตาแก๊ส" สีไหนเป็นปกติ สีไหนอันตราย? สัญญาณใกล้ตัวเวลาทำครัวที่ไม่ควรมองข้าม

ไฟเตาแก๊สจากที่เคยเป็นสีฟ้า แต่จู่ ๆ เปลี่ยนเป็นสีส้ม สีเหลือง หรือสีแดง หลายคนอาจคิดว่าเป็นเรื่องปกติและยังใช้งานต่อไป แต่ในบางกรณี สีของเปลวไฟที่เปลี่ยนไปอาจกำลังบอกว่า กระบวนการเผาไหม้ของเตาแก๊สเริ่มผิดปกติ และมีสัญญาณบางอย่างที่ไม่ควรมองข้าม

โดยทั่วไป เตาแก๊สที่ทำงานอย่างเหมาะสมมักมีเปลวไฟเป็นสีฟ้า หากมีสีส้มหรือเหลืองเกิดขึ้นเพียงชั่วครู่ สาเหตุอาจมาจากฝุ่น เศษอาหาร หรือแร่ธาตุในอากาศ แต่หากเปลวไฟเปลี่ยนสีต่อเนื่อง พร้อมกับไฟอ่อน มีเขม่าดำ หรือเผาไหม้ไม่สม่ำเสมอ อาจเกี่ยวข้องกับภาวะ การเผาไหม้ไม่สมบูรณ์

Henrik Stepanyan ซีอีโอของ Barbeques Galore อธิบายกับ Southern Living ว่า เมื่อเปลวไฟเปลี่ยนเป็นสีส้ม เหลือง หรือแดง โดยทั่วไปอาจเกิดจากสิ่งอื่นนอกเหนือจากแก๊ส เช่น ฝุ่น แร่ธาตุ หรือเศษอาหารกำลังถูกเผาไหม้ หรืออีกกรณีคือแก๊สได้รับอากาศไม่เพียงพอสำหรับการเผาไหม้อย่างสมบูรณ์

ไฟเตาแก๊สสีอะไรดีที่สุด? อ.เจษฎา อธิบายตั้งแต่สีแดงถึงสีฟ้า

อาจารย์เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เคยให้ความรู้ผ่านเฟซบุ๊ก Jessada Denduangboripant เกี่ยวกับสีของเปลวไฟจากก๊าซหุงต้ม LPG ว่า สีที่แตกต่างกันสัมพันธ์กับลักษณะการเผาไหม้ อุณหภูมิ และการเกิดเขม่าที่แตกต่างกัน

ทั้งนี้ ตัวเลขอุณหภูมิต่อไปนี้เป็นค่าประมาณตามคำอธิบายดังกล่าว สภาพจริงอาจแตกต่างได้ตามชนิดเชื้อเพลิง ปริมาณอากาศ การออกแบบหัวเตา และสภาพแวดล้อมขณะใช้งาน

  • เปลวไฟสีแดง มีอุณหภูมิราว 600-800 องศาเซลเซียส และถือเป็นลักษณะการเผาไหม้ที่ไม่ดี เนื่องจากมีการเผาไหม้ไม่สมบูรณ์ค่อนข้างมาก จึงอาจเกิดก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ หรือ CO พร้อมกับเขม่าควันดำที่ติดบริเวณก้นหม้อ หากพบลักษณะเช่นนี้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเมื่อใช้เตาในพื้นที่ปิดหรือมีการระบายอากาศไม่ดี ไม่ควรใช้งานต่อโดยไม่ตรวจสอบ เพราะการสะสมของคาร์บอนมอนอกไซด์อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพได้
  • เปลวไฟสีส้มหรือเหลือง มีอุณหภูมิประมาณ 1,100 องศาเซลเซียส ถือว่าเป็นการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์ อาจพบทั้งก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์และเขม่าดำจนทำให้ก้นหม้อมีคราบดำได้ หากไฟเตาแก๊สที่เคยเป็นสีฟ้ากลายเป็นสีเหลืองต่อเนื่อง และมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น ไฟอ่อน เขม่าดำ หรือการเผาไหม้ไม่สม่ำเสมอ
  • เปลวไฟสีขาว มีอุณหภูมิประมาณ 1,300-1,500 องศาเซลเซียส ถือเป็นการเผาไหม้ที่ดีกว่าสีแดงและสีเหลือง มีเขม่าและการเกิดคาร์บอนมอนอกไซด์น้อยลง แต่ยังอาจไม่ใช่สภาวะที่ให้ประสิทธิภาพสูงที่สุด
  • เปลวไฟสีฟ้า มีอุณหภูมิราว 1,400-1,600 องศาเซลเซียส และเป็นลักษณะที่ต้องการสำหรับเตาแก๊ส LPG โดยทั่วไป เพราะบ่งบอกว่าสัดส่วนระหว่างเชื้อเพลิงกับอากาศเหมาะสม ทำให้เกิดการเผาไหม้ได้สมบูรณ์กว่า ให้ความร้อนมีประสิทธิภาพ และเกิดเขม่าน้อยกว่า

ไฟเตาแก๊สสีส้มพบได้บ่อยแต่ห้ามมองข้าม

เปลวไฟสีเหลืองหรือสีส้มหากเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะหากเปลวไฟอ่อน สั่น มีเขม่าดำ หรือมีลักษณะไม่สม่ำเสมอ อาจเป็นสัญญาณว่าการเผาไหม้ของแก๊สไม่สมบูรณ์ กรณีนี้ควรให้ความสำคัญ เนื่องจากการเผาไหม้ไม่สมบูรณ์สามารถทำให้เกิด ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ หรือ Carbon Monoxide (CO) ได้

คาร์บอนมอนอกไซด์เป็นก๊าซที่ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น และไม่มีรส ทำให้คนภายในบ้านไม่สามารถตรวจจับได้ด้วยประสาทสัมผัสตามปกติ ดังนั้น หากเปลวไฟยังคงเป็นสีเหลืองหรือสีส้มหลังจากทำความสะอาดหัวเตาแล้ว ไม่ควรปล่อยผ่านหรือใช้งานต่อโดยไม่ตรวจสอบสาเหตุ

อย่างไรก็ตาม การเห็นเปลวไฟสีส้มหรือสีเหลืองไม่ได้หมายความว่าเตาแก๊สกำลังมีปัญหาร้ายแรงทุกครั้ง เพราะยังมีปัจจัยอื่นที่สามารถทำให้สีของเปลวไฟเปลี่ยนไปได้ชั่วคราว

1. เครื่องทำความชื้น

หนึ่งในสาเหตุที่หลายคนอาจคาดไม่ถึงคือ เครื่องทำความชื้นแบบอัลตราโซนิก ซึ่งสามารถปล่อยอนุภาคแร่ธาตุขนาดเล็กจากน้ำประปาออกสู่อากาศ เมื่ออนุภาคเหล่านี้ลอยไปสัมผัสกับเปลวไฟ อาจทำให้ไฟเกิดสีส้มหรือสีแดงขึ้นได้

ปรากฏการณ์ดังกล่าวมีโอกาสเกิดขึ้นได้มากขึ้นในพื้นที่ที่น้ำมีแร่ธาตุสูง เช่นเดียวกับฝุ่นในอากาศที่อาจทำให้เปลวไฟเกิดประกายสีส้มหรือเหลืองเพียงชั่วครู่ หากสีเปลี่ยนเพียงช่วงสั้น ๆ แล้วกลับมาเป็นสีฟ้า สาเหตุอาจไม่ได้มาจากตัวเตาโดยตรง

2. คราบน้ำมัน เศษอาหาร และเกลือ

คราบน้ำมัน เศษอาหาร หรือเกลือที่ตกค้างอยู่บริเวณหัวเตา เมื่อถูกเผาไหม้อาจทำให้เปลวไฟเปลี่ยนเป็นสีเหลืองอมส้มได้ โดยเฉพาะโซเดียมในเกลือ ซึ่งสามารถทำให้เกิดแสงสีเหลืองส้มได้ค่อนข้างชัดเจนเมื่อสัมผัสกับเปลวไฟ

อย่างไรก็ตาม หากคราบน้ำมันหรือสิ่งสกปรกไปอุดตันรูเล็ก ๆ ของหัวเตา ปัญหาอาจไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่องสีของเปลวไฟ เพราะการอุดตันสามารถรบกวนสัดส่วนระหว่างแก๊สกับอากาศ จนนำไปสู่การเผาไหม้ไม่สมบูรณ์ได้

ไฟเตาแก๊สเปลี่ยนสี ควรทำอย่างไร?

หากพบว่าเปลวไฟเปลี่ยนเป็นสีส้มหรือสีเหลือง สามารถเริ่มตรวจสอบจากความสะอาดของหัวเตาได้ โดยควรปิดเตาและรอให้เตาเย็นสนิทก่อนทุกครั้ง จากนั้นจึงถอดตะแกรงรองหม้อ ฝาครอบหัวเตา และตัวหัวเตาออกมาทำความสะอาด

สามารถใช้แปรงแข็งที่ไม่ใช่โลหะ แปรงสีฟันเก่า หรือเข็มเย็บผ้าที่เป็นเข็มตรง ทำความสะอาดคราบน้ำมันและสิ่งสกปรกตามช่องเล็ก ๆ ของหัวเตาได้ แต่ไม่ควรใช้ไม้จิ้มฟัน เพราะอาจหักและติดค้างอยู่ภายในรูหัวเตา จนอุดกั้นทางไหลของแก๊สได้

หลังจากนั้น ล้างชิ้นส่วนและปล่อยให้แห้งสนิทก่อนประกอบกลับเข้าไป หากหัวเตายังมีความชื้นหลงเหลืออยู่ อาจทำให้เปลวไฟติดไม่สม่ำเสมอหรือกลายเป็นสีส้มได้เช่นกัน

เมื่อประกอบหัวเตากลับเข้าที่อย่างถูกต้องแล้ว ให้ทดลองเปิดเตาอีกครั้ง หากระบบทำงานเป็นปกติ เปลวไฟควรกลับมาเป็นสีฟ้า

ไฟเตาแก๊สแบบไหน ควรหยุดใช้และเรียกช่าง?

หากทำความสะอาดแล้ว แต่เปลวไฟยังมีสีแปลกๆ ต่อเนื่อง ไฟอ่อนผิดปกติ เปลวไฟลอยออกจากหัวเตา มีเสียงหวีดหรือเสียงคำราม รวมถึงพบเขม่าดำติดบริเวณก้นหม้อ ควรหยุดใช้งานและให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบเตาแก๊ส

โดยเฉพาะเมื่อพบทั้ง เปลวไฟเหลืองหรือส้ม เขม่าดำ และอาการผิดปกติของการเผาไหม้พร้อมกัน ยิ่งควรระวัง เพราะเป็นสัญญาณที่สัมพันธ์กับการเผาไหม้ไม่สมบูรณ์และอาจมีการเกิดคาร์บอนมอนอกไซด์

ยิ่งไปกว่านั้น หากได้กลิ่นแก๊สทั้งที่ปิดเตาเรียบร้อยแล้ว ควรถือว่าเป็นสถานการณ์ฉุกเฉิน หลีกเลี่ยงการจุดไฟ สูบบุหรี่ หรือเปิด-ปิดสวิตช์ไฟ รีบออกจากพื้นที่ และติดต่อผู้เชี่ยวชาญหรือหน่วยฉุกเฉินจากบริเวณที่ปลอดภัย

สรุปแล้ว เปลวไฟสีส้มหรือสีเหลืองที่เกิดขึ้นเพียงชั่วครู่อาจมาจากฝุ่น แร่ธาตุ หรือเศษอาหาร และไม่ได้หมายถึงอันตรายทุกครั้ง แต่หากสีของเปลวไฟเปลี่ยนอย่างต่อเนื่อง ร่วมกับไฟอ่อน เขม่าดำ หรือการเผาไหม้ผิดปกติ ก็เป็นสัญญาณที่ไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะความเสี่ยงจากการเผาไหม้ไม่สมบูรณ์และก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์

 

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
กำลังโหลดข้อมูล